ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมที่ดี

 

ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมที่ดี

 

 

ความหมาย ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม

 

                คำว่า “ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม” ทิศนา (๒๕๔๖)   ได้อธิบายถึงความหมายไว้ว่า   ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม มีลักษณะที่มีส่วนคล้ายคลึงกัน ค่านิยมเป็นหลักการ แนวคิด หรือความเชื่อที่บุคคลยึดถือเป็นคุณค่า หรือแนวทางในการตัดสินใจ และในการดำรงชีวิตหากค่านิยมที่แต่ละบุคคลยึดถือเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตตรงกันเป็นจำนวนมาก สิ่งนั้นก็กลายเป็นค่านิยมไป   คุณธรรมเป็นคุณลัษณะหรือสภาวะภายในจิตใจของมนุษย์ที่เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ดีงามซึ่งเป็นภาวะนามธรรมอยู่ในจิตใจ   ส่วนจริยธรรมเป็นการแสดงออกทางการปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนคุณธรรมภายในให้เห็นเป็นรูปธรรม

 

คุณลักษณะค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรมที่พึงปรารถนาของคนไทย

 

                จากงานวิจัยของ ภาวิณี และคณะ (๒๕๔๓)  เรื่องการศึกษาเชิงประจักษ์ : ชีวิตงามตามรอยพระยุคลบาทพบว่าค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรมที่พึงปรารถนาของคนไทยเป็นดังนี้

          

ด้านค่านิยม

 

(๑)    ค่านิยมในการเคารพผู้อาวุโส เป็นค่านิยมทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย ในการที่บุคคลเคารพนับถือผู้อาวุโสกว่า แม้จะไม่ใช่ญาติ  ซึ่งการเคารพผู้อาวุโส นี้จะแสดงให้เห็นถึงลักษณะของสังคมที่มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติของสังคมไทย

(๒)   ค่านิยมในการไม่ยึดติดกับวัตถุ และค่านิยมในการยกย่องคนดี คนซื่อสัตย์ เป็นค่านิยมที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมในสังคมไทย  ซึ่งเป็นสิ่งจรรโลงใจให้สังคมไทยอยู่ได้อย่างมีความสุข  จึงเป็นค่านิยมที่ปรารถนาให้สืบทอดเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยสืบไป

(๓)   ค่านิยมในการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและอยู่อย่างไทย เป็นค่านิยมที่เชื่อมโยงกับการไม่ติดยึดกับวัตถุ  ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จรรโลงให้สังคมสงบสุข

(๔)   ค่านิยมในการเคารพบุพการี  เป็นค่านิยมที่สะท้อนให้เห็นลักษณะของความมีคุณธรรมของสังคมไทย  จึงเป็นค่านิยมที่ต้องการให้สืบสานเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามสืบไป

(๕)   ค่านิยมอื่น ๆ ที่ดีงาม และควรสืบสานเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยสืบต่อไป ได้แก่ การเดินสายกลาง ความรู้จักพอ

 

คุณธรรมจริยธรรม  

(๑)    ความกตัญญูกตเวที นับเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่สุด ที่ต้องการให้คงอยู่ และสืบสานต่อในสังคมไทย เพราะความกตัญญูกตเวที จะเป็นจุดเริ่มต้นของความจริงใจ เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเกื้อกูลกันด้วยน้ำใจอันดีงาม

(๒)   การประหยัดและอดออม นับเป็นคุณธรรมที่สำคัญในการดำรงชีวิต เป็นพื้นฐานของการสร้างความมีวินัย ขยัน พากเพียร การรู้จักคุณค่าของเงิน รวมทั้งการเห็นคุณค่าของเวลา และการตรงต่อเวลาซึ่งคุณธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งสร้างสรรค์จรรโลงให้สังคมเจริญก้าวหน้า และการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในสังคมอย่างสงบสุข

(๓)   คุณธรรมอื่น ๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญในสังคม ได้แก่ความละอายเกรงกลัวต่อบาป เป็นพื้นฐานของการไม่กระทำความชั่ว และสิ่งที่ไม่ดีงามต่าง ๆ ทำให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีความรับผิดชอบ มีความเสียสละ และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม  

ลักษณะที่ควรแก้ไข  

                ลักษณะที่สำคัญ คือ เรื่องค่านิยมความโก้เก๋ นิยมของต่างชาติ ความฟุ่มเฟือย ความไม่รู้จักประมาณตน ค่านิยมทางวัตถุ รักความสะดวกสบาย ไม่นิยมในการทำงานหนักและการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ

 

เอกสารอ้างอิง  

ทิศนา แขมณี. ๒๕๔๖ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: เมธีทิปส์ จำกัด.

ภาวิณี ศรีสุขวัฒนานันท์, เรณุมาศ มาอุ่น, อัญชัญ เกียรติบุตร,กิตติ พัชรวิชญ์ และวารุณี เถลิงโชค รายงานการวิจัย การศึกษาเชิงประจักษ์: ชีวิตงามตามรอยพระยุคลบาท. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

สุกิจ ศรีพรหม. ๒๕๔๘ การสัมมนาทางวิชาการ“ความท้าทายการบริหารการศึกษาไทยในศตวรรษที่๒๑”(๔ มีนาคม ๒๕๔๘).คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

 

 

 

 

จริยธรรม เป็นหนึ่งในวิชาหลักของ วิชาปรัชญา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความดีงามทางสังคมมนุษย์ จำแนกแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิด หากจะอธิบายอย่างง่ายๆ แล้ว จริยธรรม หมายถึง การแยกสิ่งถูกจากผิด ดีจากเลว

ความหมายตามพจนานุกรมในภาษาไทย จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ศีลธรรมอันดี ตามธรรมเนียมยุโรป อาจเรียก จริยธรรมว่า Moral philosophy (หลักจริยธรรม)
จริยธรรม น. ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม [1]

“จริยธรรม” มาจากคำ 2 คำคือ จริย + ธรรม ซึ่งแปลตามศัพท์ คือ จริยะ แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ คำว่า ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์ เมื่อเอาคำ จริยะ มาต่อกับคำว่า ธรรม เป็นจริยธรรม แปลเอาความหมายว่า กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ [2]

คำว่า ธรรม พระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ หลวงพ่อพุทธทาส อินทปัญโญ กล่าวว่า คือ 1. ธรรมชาติ 2. กฎของธรรมชาติ 3. หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ 4. การได้รับผลตามกฎของธรรมชาติ

คำว่า ธรรม พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) กล่าวไว้ว่า คือ “สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ สภาวะธรรม, สัจธรรม, ความจริง, เหดุ, ต้นเหตุ, สิ่ง, ปรากฏการณ์ ฯลฯ (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต ) เพิ่มศัพท์และปรับปรุง พ.ศ. 2427 มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน้า 105) ที่นำเอาความหมายของคำว่า ธรรม ที่ท่านผู้รู้กล่าวไว้มาเสนอมากพอสมควรนี้ก็เพื่อความเข้าใจคำว่า ธรรม ให้มากขึ้น เพราะเป็นคำที่สำคัญที่สุดและคนทั่วไปมักจะเข้าใจเพียงมัวๆเท่านั้น ธรรม หรือ สัจธรรม เป็นแม่บท เป็นฐานของทุกอย่าง ต่อจาก สัจธรรม ก็คือสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม อันได้แก่หลักเกณฑ์เกี่ยวกับความดีงาม ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามความเป็นจริงของธรรมชาติ ความจริงของมนุษย์ต้องสอดคล้องกับความจริงของธรรมชาติ จึงจะเกิดผลสำเร็จได้ด้วยดี

จากนั้นจึงจะมาถึง วัฒนธรรม ซึ่งเป็นรูปแบบหรือเป็นวิธีปฏิบัติที่จะให้เกิดผลเป็นจริงตามที่มนุษย์ต้องการ

สัจธรรม คือความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดา เป็นภาวะของธรรมชาติ

จริยธรรม คือข้อผูกพันที่โยงสัจธรรมนั้นเข้ากับชีวิตและสังคมมนุษย์

วัฒนธรรม คือรูปแบบการปฏิบัติตามจริยธรรมที่ปรากฏในวิถีชีวิตของสังคมมนุษย์ (วัฒนธรรมไทย สู่ยุคเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ โรงพิมพ์การศาสนา พ.ศ. 2538 หน้า 10)

[แก้] อ้างอิง

1.    ^ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 หน้า 291

2.    ^ ไสว มาลาทอง ป.ธ. 5 น.ธ .เอก ศน.บ. M.A. คู่มือ การศึกษาจริยธรรม กรมการศาสนา พ.ศ. 2542 หน้า 6

 

 

 

Goodness  (ความดี)

         เป็นภาษาอังกฤษ ตรงกับภาษาไทยว่า  ความดี ตั้งชื่อเป็นภาษาอักฤษเพื่อคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษจะสนใจบ้าง แต่ช่างเถอะมาดูส่วนหนึ่งของคำว่าความดีบ้าง พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗  จุลวรรค ภาค ๒ (๓๘๘) กล่าวเกี่ยวกับความดีไว้ว่า  ความดี คนดีทำง่าย ความดี คนชั่วทำยาก อ่านแล้วเข้าใจง่ายมาก แล้วความดีคืออะไรถึงทำให้คนดีทำได้ง่าย แล้วคนชั่วทำได้ยาก  คนดีคือคนที่ทำความดีหรือ แล้วคนชั่วทำความดีไม่ได้ใช่หรือไม่ คำตอบเหล่านี้ไปถามคนหนึ่งร้อยคนย่อมให้คำตอบไม่เหมือนกัน เพราะ

 

 

 

 

 

 

จริยธรรมสร้างได้ตั้งแต่แรกเกิด

 

คัดลอกบทความของ คุณสรวงมณท์ สิทธิสมาน


"พ่อแม่สามารถปลูกฝังให้ลูกเป็นคนมีจริยธรรมได้ตั้งแต่แรกเกิดแต่ไม่ใช่ด้วยการพูดสั่งสอนเพราะเด็กยังไม่รู้เรื่อง แต่เด็กจะซึมซับจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จากการกระทำของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี"

คำกล่าวข้างต้นเป็นผลงานเขียนของ ดร.โรเบิร์ต โคลส์ (Dr. Robert Coles) จิตแพทย์เด็กแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นหนังสือเกี่ยวกับจริยธรรมในเด็ก

กล่าวว่าบางครั้งพ่อแม่ก็สอนเรื่องจริยธรรมให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว

ยกตัวอย่าง แม่คนหนึ่งสังเกตว่าลูกวัย 6 เดือน พอกินนมเสร็จก็ขว้างขวดนมทิ้ง แรกๆ แม่คิดว่าลูกยังไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ แต่หลังจากนั้นแม่ก็เริ่มรู้สึกว่าลูกกำลังสนุกกับการโยนของทิ้ง แม่จึงหาวิธีแก้ไขด้วยการพยายามเล่นกับลูก เบี่ยงเบนความสนใจเมื่อลูกกินนมเสร็จเอาของเล่นอย่างอื่นให้ แล้วค่อยเก็บขวดนมเปล่าออกไป เจ้าหนูก็หมดความสนใจที่จะขว้างขวดนม *** กต่อไป

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เองเป็นการสอนระเบียบวินัย จริยธรรม การแยกแยะสิ่งดีไม่ดีให้กับลูก

การที่เด็กได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักความเอาใจใส่จากผู้ใหญ่ เด็กก็จะพัฒนาบุคลิกลักษณะนิสัยของตัวเอง โดยเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ทำให้เด็กเป็นคนที่มีความรู้สึกใส่ใจผู้อื่น

ในช่วง 2-3 ปีแรกเริ่มของชีวิตลูก เราสามารถปลูกฝังให้ลูกฝังให้ลูกเป็นเด็กดีหรือเป็นเด็กเหลวไหลได้พอๆ กัน เพราะเด็กเล็กไม่สามารถจะแยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมถ้าเด็กแรกเกิดได้ยินเด็กคนอื่นร้องเขาก็จะร้องด้วย แสดงว่าเด็กมีความสามารถที่จะมีความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คนได้บอกว่าจริยธรรมมีอยู่แล้วในสมองของเด็ก มีเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับจริยธรรมมาตั้งแต่เกิด

แคโรลีน ซาห์น-แวกซ์เลอร์ (Carolyn Zahn-Waxler) นักจิตวิทยาจากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ไม่คิดว่าจะมียีนดีหรือยีนไม่ดี แต่คิดว่ายีนเหล่านี้จะมีผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ร่วมกับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วย

เด็กที่พ่อแม่เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะเป็นคนที่เห็นใจผู้อื่นด้วยเช่นกัน มีการทดลองในเด็กฝาแฝดเหมือน ที่มีบุคลิกชอบช่วยเหลือผู้อื่นเหมือนๆ กัน เปรียบเทียบกับแฝดไม่เหมือน อธิบายได้ว่าเพราะแฝดเหมือนมียีนเหมือนกันค่อนข้างมากและพิสูจน์ให้เห็นว่าพันธุกรรมหรือธรรมชาติเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้เด็กเป็นคนมีจริยธรรม ไม่ใช่การเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกสุดของพัฒนาการเรื่องจริยธรรมนี้ยังเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัวก่อน
เด็กจะนึกถึงตัวเองก่อน (Ego Centric) คือ นึกถึงตัวเองเป็นใหญ่และคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการเป็นสิ่งถูกต้อง

ฉะนั้นจำเป็นที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน

และเมื่อลูกเริ่มเข้าใจมากขึ้น พ่อแม่สามารถช่วยพัฒนาเรื่องจริยธรรมให้เกิดขึ้นได้ ด้วยการสอนลูกให้มีสัมพันธภาพที่ดีกับเด็กอื่น เช่น ถ้าหากว่าลูกไปแย่งของเล่นคนอื่นก็ต้องสอนเด็กว่า

"
ถ้าคนอื่นเขามาแย่งของเล่นหนูไป หนูจะโกรธไหม"

ถ้าหากเด็กมีความรู้สึกที่ดีหรือใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น ก็ต้องพยายามชมเชยให้เด็กรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี เช่น

"
หนูน่ารักจังเลย ที่แบ่งของเล่นให้เพื่อนด้วย"

การฝึกระเบียบวินัยเป็น *** กวิธีหนึ่งที่ในวัยที่เด็กเริ่มคลาน เริ่มเดิน เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในโลกกว้าง เด็กพยายามที่จะเรียนรู้กฎเกณฑ์ของสังคม พ่อแม่ควรจะชี้แนะสิ่งที่ถูกที่ควรให้ลูกตั้งแต่วัยนี้

งานวิจัยของ ดร.เอมด์ (Dr.Emde) จิตแพทย์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science Center) มหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวว่า เด็กน้อยวัย 2-3 ขวบจะหันมามองหน้าแม่ ดูว่าแม่จะอนุญาตหรือไม่

ถ้าเขาเดินเข้าไปใกล้ของเล่นเป็นการมองหาคำอนุญาตจากแม่อากัปกิริยาของพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งที่บอกให้เด็กรู้ว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่
กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่พ่อแม่สอนเด็ก จะช่วยให้เด็กมีจริยธรรมมีความภูมิใจในตัวเองถ้าทำสิ่งที่ถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ถ้าทำผิดก็จะมีความละอายเพราะทำสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่

ความละอายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี เช่น ถ้าเด็กแกล้งรังแกสัตว์เลี้ยงในบ้านซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พ่อแม่ก็จะต้องสอนให้เด็กรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่น่าละอาย เป็นสิ่งไม่ดี

เด็กเรียนรู้เ    รื่องจริยธรรมตลอดเวลา แม้กระทั้งจากการพูดจาของคนในบ้าน เด็กจะได้แบบอย่างจากพ่อแม่ ลองคิดดูว่าจะมีผลต่อเด็กอย่างไร ถ้าแม่ไม่อยากรับโทรศัพท์แล้วให้ลูกบอกว่าแม่ไม่อยู่ นั่นเท่ากับทำให้เด็กได้เรียนรู้การโกหก เขาก็จะเลียนแบบ ในทางตรงข้ามถ้าเขาหรือเธอตัวน้อยได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านพูดจาไพเราะมีคำว่า "ขอบคุณ" "ขอโทษ" อยู่บ่อยๆ เด็กก็ย่อมจะซึมซับสิ่งเหล่านั้นไปด้วย
พ่อแม่ควรนึกอยู่เสมอว่า ลูกเรียนรู้เรื่องจริยธรรมจากพ่อแม่ในการใช้ชีวิตประจำวันทุกเวลาทุกนาที
เชื่อเถอะค่ะ...จริยธรรมสร้างได้ด้วยสองมือพ่อแม่

 

 

 

 

 

"อาชีพไหนต้องมีจริยธรรมวิชาชีพ"

               โดย น.พ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.)

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวห้างสรรพสินค้าที่อยู่ระหว่างรื้อถอนพัง ทำเอาคนบาดเจ็บไปจำนวนหนึ่ง วันต่อมาหนังสือพิมพ์บางฉบับตีพิมพ์ภาพวิศวกรคุมงานรื้อถอนมาให้ปากคำกับตำรวจ ก่อนหน้านั้นเมื่อคราวห้างโรงแรมแห่งหนึ่งถล่มเพราะต่อเติมเกินจากที่ได้รับอนุญาต คนแรกที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็คือวิศวกร และสถาปนิกที่ดูแลการต่อเติมอาคาร น่าแปลกใจที่เจ้าของกิจการที่เป็นข่าว ถูกมองว่าต้องรับผิดชอบน้อยกว่าวิศวกร หรือสถาปนิก

สำหรับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นวิชาชีพเฉพาะ การที่ต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหาจากการประกอบวิชาชีพของตัวเองดูจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะหลายวิชาชีพมีจรรยาบรรณ หรือเกณฑ์จริยธรรม หรือมาตรฐานวิชาชีพที่ดูแลโดยคนในวิชาชีพเดียวกัน มาคอยกำกับนอกเหนือจากกฎหมายที่กำกับโดยระบบศาลสถิตยุติธรรม ตัวอย่างเช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทนายความ

ที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งเมื่อเกิดเรื่องขึ้น คนที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะแต่มีส่วนร่วมอยู่ด้วย และอาจจะมีส่วนต้องรับผิดชอบมากกว่าอย่างเจ้าของกิจการ ไปอยู่ตรงไหน

คำถามที่ยากพอสมควรคือ วิชาชีพใด หรือเรื่องแบบไหนที่ควรมีการกำหนดมาตรฐานจริยธรรม หรือมาตรฐานวิชาชีพ นอกเหนือจากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น เพื่อที่คนในอาชีพนั้นๆ จะได้สังวรณ์ และระมัดระวังไม่กระทำการใดๆ โดยใช้แต่เพียงสามัญสำนึก โดยไม่คำนึงว่าตัวเองมีความรับผิดชอบที่สูงกว่าปกติ และใช้เพียงสามัญสำนึกอย่างเดียวน่าจะไม่พอ

มีผู้เคยเสนอว่าทุกอาชีพที่มีอำนาจมากในสังคม หรือการกระทำใดๆ ของคนในอาชีพนั้นมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ในวงกว้าง ก็ล้วนต้องมีมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพมากำกับ นอกเหนือจากกฎหมายธรรมดา หรืออาจต้องออกเป็นกฎหมายพิเศษเฉพาะ

ตัวอย่างที่ทุกคนน่าจะรู้จักดี คือกฎหมายที่กำกับดูแลรายได้ของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง(รวมทั้งครอบครัว) ในขณะดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจจะหาผลประโยชน์เข้าสู่ตัวเอง ซึ่งเกิดจากรากฐานที่เชื่อว่ามาตรฐานทางจริยธรรมที่ควรเป็นของนักการเมือง หรือผู้มีตำแหน่งราชการในระดับสูง คือการไม่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง(และครอบครัว)

สังคมจึงต้องช่วยกันสำรวจตรวจตราว่ามีหลักเกณฑ์จริยธรรมในด้านไหนที่จำเป็นต้องมีการบัญญัติขึ้นสำหรับบุคคลในอาชีพต่างๆ และกฎเกณฑ์ กติกาเหล่านั้นควรมีคุณสมบัติอย่างไร จะเป็นแค่จริยธรรมวิชาชีพ และให้คนในแต่ละวิชาชีพไปดูแลกันเอง หรือจะต้องถึงขั้นกำหนดเป็นกติกากลางของสังคม หรือมีกฎหมายและบทลงโทษที่ชัดเจน

การที่สังคมจะรู้ทัน และสามารถกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ หรือกติกาที่เหมาะสมได้ต้องอาศัยความรู้ในด้านนั้นๆ ประกอบกับการปรับใช้หลักการและวิธีคิดว่าด้วยจริยศาสตร์ และมุมมองของศาสตร์อื่นๆ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ และที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในสังคมควบคู่ไปด้วย

หลักเกณฑ์ และจริยธรรมของวิชาชีพแพทย์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างเรื่องการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของแพทย์ที่เรียกกันง่ายๆ ว่าการโฆษณา แพทย์สมัยก่อนมีความจำเป็นน้อยมากที่จะต้องเที่ยวไปป่าวประกาศ เชิญชวน หรือโฆษณาให้คนมารับบริการของตน
แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป มีหมอมากขึ้น ความรู้ว่าด้วยการแพทย์ก็ซับซ้อนขึ้น มีหมอหลายสาขา และบริการหลากประเภท การให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับผู้ให้บริการก็มีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลที่เพียงพอต่อการเลือกตัดสินใจว่าควรจะมาขอใช้บริการแบบไหน ที่ไหน อย่างไร

แต่การให้ข้อมูลก็อาจกลายเป็นการเชิญชวน หรือถึงขั้นชวนเชื่อไปได้ ถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีๆ

กติกา หรือหลักเกณฑ์ที่อนุญาตให้แพทย์ หรือสถานบริการให้ข้อมูลแก่ประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยกำกับไม่ให้เกิดการเชิญชวนหรือชวนเชื่อให้มารับบริการ

เพราะในวงการแพทย์นั้นถือว่าการเชิญชวน หรือชวนเชื่อเป็นการผิดหลักจริยธรรมวิชาชีพ
การที่สังคมจะตั้งกติกาหรือหลักจริยธรรม หรือมาตรฐานวิชาชีพให้กับอาชีพใดหรือคนกลุ่มใดนั้นบางครั้งก็เกิดหลังจากที่มีปัญหาเกิดขึ้นมาแล้ว และมีผู้รู้ทันมาร่วมกันวิเคราะห์ และปรึกษาหารือจนเกิดเป็นกติกากลางขึ้น
ตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้ใช้ความรู้ของตนศึกษาปัญหา และค้นคว้าเพื่อสร้างความรู้ใหม่ โดยมุ่งสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าการกระทำของตนล้วนมีผลประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งสิ้น
แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ปรากฏว่ามีนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองกับคนที่ไม่มีทางเลือก เช่น นักโทษ หรือคนไข้ เมื่อหลังสงครามโลกจึงได้มีการประชุมและออกคำประกาศแห่งเฮลซิงกิ กำหนดหลักการในการทำการทดลองในมนุษย์ ซึ่งนับเป็นกรณีแรกๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ถูกกระตุกให้ต้องสนใจมุมมองด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือมองให้รอบคอบถึงสิ่งที่ตนเองกำลังกระทำอยู่โดยไม่เข้าข้างตัวเองว่าการกระทำทุกอย่างเพื่อสร้างความรู้ใหม่ ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น

นี่ไม่ได้หมายความว่านักวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่การทดลองโดยไม่สนใจมุมมองด้านจริยธรรมและสังคม ในความเป็นจริงแล้วนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความสนใจว่างานของตัวเองจะเป็นประโยชน์แก่สังคมมากน้อยเพียงไร และกระบวนการศึกษาวิจัยของตัวเองจะก่อให้เกิดปัญหากับคนที่เกี่ยวข้องอย่างไร

แต่ก่อนหน้าคำประกาศ ความรับผิดชอบเหล่านั้นตกอยู่กับนักวิทยาศาสตร์แต่ละคนที่จะดูแลตัวเอง
หลังคำประกาศเฮลซิงกิ ชุมชนนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งสังคมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับ และตรวจสอบการกระทำของนักวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้น   คนที่มีความรู้ และมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ตามวิจารณญาณของตนเอง จึงต้องมาอยู่ใต้การกำกับดูแลของสังคมอีกต่อหนึ่ง

เป็นการกำกับดูแลที่ไม่ถึงกับทำให้นักวิทยาศาสตร์สูญเสียความสามารถในการใช้ความคิดริเริ่ม จินตนาการ และความรู้ของตนเอง แต่สามารถทำให้นักวิทยาศาสตร์มีแนวทางการทำงานในเรื่องบางเรื่องที่เป็นที่ยอมรับของสังคมได้มากยิ่งขึ้น ส่วนที่ว่าควรจะกำกับหรือกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องใดบ้างและกำหนดให้เข้มงวดเคร่งครัดอย่างไร เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้ความรู้ทางวิชาการผสมกับสารพัดศาสตร์อย่างที่ได้บอกไว้ตอนต้น

และที่สำคัญคือทุกภาคส่วนในสังคมควรจะต้องมามีส่วนร่วมในการเรียนรู้และกำหนดกติกาสำหรับเรื่องสำคัญๆ เหล่านี้ อย่าคิดว่าตัวเองคงไม่มีวันจะเข้าใจ แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของคนที่มีความรู้มากกว่าแต่เพียงอย่างเดียว


 

 

 

 

 

 

 

แบบทดสอบทางจริยธรรม
แบบทดสอบทางจริยธรรมนี้
เรียบเรียงจากคอลัมน์"อาหารสมอง-เครื่องเคียงอาหารสมอง"ของคุณวีรกร ตรีเศศ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่1327 ซึ่งดัดแปลงมาจากแบบทดสอบทางจริยธรรมที่มีผู้ส่งมาให้อีกที
--------------------------------
แบบทดสอบนี้มีคำถามเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นคำถามที่สำคัญยิ่ง หากคุณตอบคำถามนี้อย่างสัตย์ซื่อ
คุณจะสามารถตรวจสอบจุดยืนทางด้านจริยธรรมของตัวเองได้
หลังสถานการณ์จำลอง เราจะถามคำถามเพื่อทดสอบการตัดสินใจขอคุณ
จงจำขึ้นใจว่าคุณต้องตอบคำถามดังกล่าวอย่างสัตย์ซื่อและตอบทันควันตามสัญชาตญาณส่วนลึกของคุณ
โปรดอ่านสถานการณ์จำลองข้างล่างนี้อย่างช้าๆ โดยพิจารณาความละเอียดทุกตัวอักษร
สถานการณ์จำลอง   
สมมติว่า ขณะนี้คุณอยู่ที่เชียงใหม่  รอบตัวคุณเต็มไปด้วยความพินาศย่อยยับจากน้ำท่วมใหญ่

ตัวคุณคือช่างภาพหนังสือพิมพ์ชื่อดัง ผู้โชคดีที่มีชีวิตรอดอยู่ท่ามกลางภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์  สถานการณ์เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มองไปที่ใดก็เห็นแต่ซากผู้คนและบ้านเรือนซึ้งถูกน้ำพัดพา
ด้านตัวคุณพยายามจะถ่ายภาพชิ้นเอกที่โดดเด่นที่สุดในชีวิตการทำงาน
ภาพซึ่งสะท้อนความเกริ้ยวกราดของธรรมชาติ ...ภาพแห่งชีวิต
แบบทดสอบ
ทันใดนั้นคุณมองเห็นชายผู้รอดชีวิตอีกคนจมอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยว
เขากำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเองอย่างหนักหน่วง คุณพยายามเคลื่อนตัวไปใกล้ชายผู้นั้น
หน้าตาของเขาแลดูคุ้นเคย  ไม่ถึงวินาที คุณก็ตระหนักชัดในทันใดว่า เขาคือ...
(
จะเต็มว่าเป็นคุณเหลี่ยม หรือกลม ป๋า น้า ลุง ป้า ก็ได้ตามใจชอบครับ)   นั่นเอง!!! วินาทีเดียวกับที่คุณรู้ว่าเขาเป็นใคร
สายน้ำอันเชี่ยวกรากก็กำลังจะพรากชีวิตของเขาให้จมดิ่งอยู่ใต้บาดาลตลอดกาล
ตอนนี้คุณมีทางเลือกอยู่สองทาง  ทางหนึ่งคือยื่นมือเข้าช่วยชีวิตเขาผู้มีความสำคัญยิ่งไว้
อีกทางหนึ่งคือ กดชัตเตอร์ถ่ายภาพระดับรางวัลพูลิตเซอร์
ภาพซึ่งบันทึกวาระสุดท้ายของนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลยิ่งของไทย
คำถาม
ข้างล่างนี้คือคำถามเพียงหนึ่งเดียวของเรา
โปรดตอบคำถามด้วยความสัตย์ซื่อ เพื่อค้นหาจุดยืนทางจริยธรรมของตัวคุณเอง

คุณจะเลือกใช้ฟิล์มสีหรือฟิล์มขาวดำ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จริยธรรมในการใช้สารสนเทศ

จริงแล้วชีวิตประจำวันของทุกคนทุกวันนี้ พูดได้เลยว่ามีสิทธิในการใช้งานสารสนเทศเท่าเทียมกัน ซึ่งจะมีความเป็นอิสระในการเข้าถึงข้อมูลตามที่กำหนด

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในปัจจุบันนี้ ก็มีบุคคลบางกลุ่มที่พยายามละเมิดสิทธิของคนอื่นเช่น การลักลอบอ่านข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต การลบข้อมูลหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น

ดังนั้น หากไม่มีกฏระเบียนข้อคิดที่ควรคำนึงถึง ในการใช้งานสารสนเทศ ลองคิดดูครับ โลกคงวุ่นวายน่าดู ดังนั้นผมจึงอยากให้ทุกท่านทราบเกี่ยวกับ จริยธรรมในการใช้งานสารสนเทศ ควรเป็นอย่างไร ลองอ่านดูครับ
     
จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม ดังนั้นจริยธรรมในการใช้สารสนเทศจึงเกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศที่ไม่ผิดกฎข้อห้าม ไม่ผิดศีลธรรม

เมื่อพูดถึงจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศ จะพูดถึงใน 4 ประเด็น (PAPA) คือ

         1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) 
                  
หมายถึง สิทธิ์ส่วนตัวของบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรที่มีต่อสารสนเทศ

         2. ความถูกต้อง (Information Accuracy) 

                   ข้อมูลข่าวสารต่างๆที่นำออกเผยแพร่แก่สาธารณชน อาจมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ผิดจากความเป็นจริง ในส่วนผู้ที่นำเสนอ หรือเผยแพร่ข้อมูลก็ควรมีจริยธรรมในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความเป็นจริง

3.    ความเป็นเจ้าของ (Information Property) เนื่องจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ประเด็นความเป็นเจ้าของมีปัญหามากในปัจจุบัน  การคัดลอกข้อมูลข่าวสาร การลอกเลียนแบบ การทำซ้ำหรือล่วงละเมิดลิขสิทธิ์ (copyright) สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วย เครื่องมือ และอุปกรณ์อันทันสมัย เช่น    ¨การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์

Image          ¨การติดตั้งซอฟต์แวร์ลงในคอมพิวเตอร์โดยไม่มีลิขสิทธิ์

 

 

 

 

 

ศาสดามุฮัมมัด : ศาสดามุฮัมมัดกับแบบอย่างทางจริยธรรม

ผู้นำแห่งจิตสำนึก

ท่านนบีมุฮัมมัด  ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดที่ประสบภัยแล้วเขาก็อดทน เมื่อเขาได้รับการประทานสิ่งใดจากอัลลอฮ์แล้วเขาก็ขอบคุณ เมื่อเขาได้รับการฉ้อฉลเขาก็ให้อภัย เมื่อเขาฉ้อฉลผู้อื่น เขาก็ขออภัย แน่นอนพวกนี้แหละจะได้รับชัยชนะ และได้รับการชี้นำจากอัลลอฮ์”

ท่านนบี  กล่าวว่า ”การดูถูกมุสลิมเป็นความชั่ว และการต่อสู้กับมุสลิมเป็นการปฏิเสธ” (บุคอรี-มุสลิม)

ผู้สูงส่งในความซื่อตรง

ท่านนบีมุฮัมมัด  มีความซื่อสัตย์เป็นเลิศ เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชาวอรับยุคนั้นอย่างมาก ไม่ว่าคนที่เป็นมิตรหรือประกาศตนเป็นศัตรูอันเนื่องมาจากการประกาศให้พวกเขาหันมารับอิสลาม ก่อนที่อัลลอฮ์จะแต่งตั้งท่านเป็นผู้ประกาศศาสนา หุ้นส่วนธุรกิจคนหนึ่งบอกให้ท่านไปรอที่มุมถนนแห่งหนึ่ง โดยสัญญาว่าจะกลับมาในเวลาไม่กี่นาที แต่ชายคนนั้นกลับลืมสัญญา ท่านนบียืนรอชายผู้นั้นเป็นเวลาถึง 3 วัน จนในวันที่ 4 ชายคนนั้นก็ผ่านมาทางนั้น เขาต้องตกตะลึงที่เห็นท่านนบียังยืนอยู่ เขาเสียใจมากที่ลืมสัญญาอย่างสนิท ท่านนบี  กล่าวว่า ”ทำใจให้สบายเถิด ฉันสัญญาแล้วว่าจะรอท่านจนกว่าท่านจะมา ฉันต้องรักษาคำพูด”

อีกครั้งที่ท่านนบีมุฮัมมัดได้ขายอูฐหลายตัวให้ชายคนหนึ่งไปแล้ว แล้วท่านนบีก็นึกขึ้นได้ว่ามีอูฐตัวหนึ่งขาพิการ ท่านรีบควบม้าออกไปตามชายผู้นั้นจนทันแล้วคืนเงินค่าอูฐตัวที่ขาพิการนั้น แล้วนำมันกลับมา

ท่านนบีมุฮัมมัด  เป็นผู้ที่รักษาคำมั่นสัญญา รักษาคำพูด พูดจริง ทำจริง และเป็นที่เชื่อมั่นไว้วางใจได้เสมอ ไม่มีบิดพริ้วจนได้รับสมญานามว่า ”อัล-อะมีน” (ผู้ที่ไว้วางใจได้)

ในช่วงที่ท่านนบีได้รับบัญชาให้เผยแพร่อิสลามอย่างเปิดเผย และชาวอรับส่วนใหญ่ยังต่อต้าน ที่บนภูเขาเศาะฟา ท่านลุกขึ้นพูดต่อหน้าชาวอรับที่มิใช่มุสลิมว่า “ถ้าฉันบอกว่ามีกองทัพมหึมาซ่อนอยู่หลังภูเขานั้นและเตรียมจะจู่โจมพวกท่าน ท่านจะเชื่อฉันหรือไม่” เสียงนับร้อยตะโกนว่า ”แน่นอน ท่านไม่เคยพูดเท็จ” นี่คือความซื่อตรงที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงสุดของสังคม

ผู้นำด้านความเมตตา

เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อคราวที่ท่านนบีมุฮัมมัด  ไปประกาศศาสนาอิสลามที่เมืองตออีฟ ท่านต้องถูกขว้างปาด้วยก้อนหินจนโชกเลือด บาดเจ็บสาหัส ถูกกลั่นแกล้งให้สุนัขไล่กัด แต่ท่านกลับวิงวอน ขอต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า “โอ้อัลลอฮ์ ขอได้โปรดอภัยให้กับพวกนั้นเถิด เพราะพวกเขาไม่รู้”

ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคืออบูซุฟยานที่ต้องการสังหารท่านนบี  ได้ถูกจับได้ขณะลอบไปยังกระโจมที่พักของท่านนบี แทนที่ท่านนบีจะสั่งลงโทษหรือประหารชีวิต ท่านกลับมีใจเมตตากรุณาและกล่าวว่า ”อบูซุฟยานความผิดทั้งหลายที่ท่านทำไว้ ฉันให้อภัยท่าน และผู้ที่เข้ายังบ้านของท่านก็จะได้รับความปลอดภัย”

ผู้นำด้านการอุทิศตน

เมื่อมีคนยากไร้เข็ยใจมาขอท่าน ทั้งที่ท่านนบีอยู่ในฐานะขัดสน แต่ท่านจะให้เสมอถ้าท่านมีพอจะให้ได้

หากว่าท่านไม่มีก็จะปลอบใจเขา หรือไม่ก็ให้เขาได้มาหาใหม่ในโอกาสหน้า ท่านนบีมุฮัมมัด  กล่าวว่า ”มุสลิมทุกคนต้องบริจาค เขาทำงานด้วยสองมือของเขา เมื่อตัวเขาได้รับประโยชน์จากงานนั้นแล้วเขาก็บริจาค” (บุคอรี-มุสลิม) ซึ่งมีได้หลายวิธีตามความสามารถ เช่น ให้ช่วยเหลือกิจธุระที่จำเป็นแก่คนอื่น ให้ใช้กันทำความดี หรือเตือนห้ามให้เขาหยุดการกระทำชั่ว

คัดลอกจาก ไทยอิสลามิค

 

ศาสดามุฮัมมัดกับแบบอย่างทางจริยธรรม

 

 

 

 

การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมเป็นภารกิจหลักของสถาบันการศึกษา
******************

                      ปัญหาการขาดคุณธรรม จริยธรรมของบุคคล ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมจนกลายเป็นปัญหาของชาติบ้านเมือง และกลายเป็นปัญหาของสังคม นับวันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาทางด้านสังคมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกมองว่าเกิดความล้มเหลวด้านการจัดการศึกษา เสียงสะท้อนจากองค์กรต่าง ๆ ในสังคม ที่มีต่อการแก้ไขปัญหาหรือภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย อันเนื่องมาจากบุคคลขาดคุณธรรม จริยธรรม ต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า ภาระหน้าที่ในการสร้างสมดุลทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่บุคคลและสังคม กระทำได้โดยกระบวนการทางการศึกษา ซึ่งปรากฏให้เห็นจากกฎหมายหรือระเบียบที่สำคัญดังต่อไปนี้
             
๑. รัฐธรรมนูญ
             
๒. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
             
๓. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม

             พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกฎหมายแม่บทด้านการศึกษาของชาติ ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาบุคคลในแง่ของการสร้างความงดงาม ซึ่งปรากฏดังการให้ความหมายของการศึกษาเอาไว้ในมาตรา ๔ วรรคแรกว่า

             "การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคลากร และสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้

และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต"

             ในการสร้างความเจริญงอกงามของบุคคล และสังคมตามเจตนารมณ์ ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ คือ การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม นั่นเอง ซึ่งเห็นได้จากการกล่าวถึงการจัดการศึกษา ในลักษณะของกระบวนการเรียนการสอน ในการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เอาไว้อย่างเป็นระบบเริมจากความมุ่งหมายและหลักการ แนวทางการจัดการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ สาระสำคัญของหลักสูตร และการประเมินผล โดยได้บัญญัติประเด็นดังกล่าวเอาไว้ในแต่ละมาตราไว้ ดังต่อไปนี้
             
๑. ความมุ่งหมายและหลักการได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๖
             
๒. แนวการจัดการศึกษาได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๒๓ วรรคแรก
             
๓. การจัดกระบวนการเรียนรู้ ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๒๔( ๔ )
             
๔. สาระสำคัญของหลักสูตร ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๒๘ วรรคสอง
             
๕. การประเมินผล ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๒๕

คุณธรรม จริยธรรม : สาระที่ควรทราบ

             คุณธรรม จริยธรรม คือ ประมวลการประพฤติปฏิบัติที่ดีงามทั้งกาย วาจา และจิตใจ โดยถือประพฤติปฏิบัติเป็นนิสัยทั้งต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม
             ผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ย่อมเป็นที่พึงประสงค์ของบุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ บุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรมดีงามมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
             ๑. เป็นผู้ที่มีความพอดี ไม่ขาด ไม่เกินความพอดี คือ ปฏิบัติตนอยู่ในทางสายกลาง ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่มาก ไม่น้อย
             ๒. เป็นผู้กระทำด้วยเจตนาดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และทำไปเพื่อสิ่งที่ดีงาม ไม่ใช่ทำด้วยการถูกบังคับ หรือด้วยผลประโยชน์ใด ๆ
             ๓. เป็นผู้ที่มีเหตุผล พอใจที่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่น และเห็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นสำคัญ
             ๔. เป็นผู้ที่มุ่งสันติสุขหรือความสงบ ไม่ใช่มุ่งความสมบูรณ์พูนสุขเป็นที่ตั้ง
             ๕. เป็นผู้ที่มีความพอ รู้จักสละสิทธิทางธรรมชาติ เพื่อเห็นแก่ส่วนรวม และปฏิบัติตามข้อผูกพันและหน้าที่ด้วยความพอเหมาะพอควร
             ๖. เป็นผู้ที่มีนิสัยอันดีงามในการทำหน้าที่ รับผิดชอบต่อหน้าที่ และทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
             ๗. เป็นผู้สามารถควบคุมแรงกระตุ้นและความยากต่าง ๆ เอาไว้ได้ด้วยเหตุผล
             ๘. เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามกฎ หรือมาตรการทางจริยธรรม ได้เหมาะสมกับกาลเทศะอยู่เสมอ

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน นักศึกษา
      ๑. ทางด้านร่างกาย
             - ให้มีสุขภาพสมบูรณ์เติบโตสมวัย
             - เข้าใจสาธารณสุขพื้นฐาน รู้จักป้องกันโรค
             - ปลอดจากสิ่งเสพติด

      ๒. ทางด้านจิตใจ
             - มีความสุข สงบ รู้จักพักผ่อน และสันทนาการในทางที่เหมาะสม
             - มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย ภาคภูมิใจในตนเอง
             - มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยเข้าใจคนอื่น
             - มีสุนทรี สำนึกในความเป็นไทย
             - มีจิตใจที่จะสู้สิ่งยาก เห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในงานสุจริต
      ๓. ทางด้านความรู้
             - รู้จักคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา
             - ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
             - สามารถปรับปรุงวิถีชีวิตและการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
             - รู้ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ เพื่อการสื่อสาร
             - รู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีพื้นฐาน
             - มีความสามารถในการจัดการ
             - รู้จักตนเอง ประเทศของตน ประเทศเพื่อนบ้าน รู้เท่าทันโลก
             - รู้และมีความสามารถที่จะทำให้ตนและผู้อื่นมีความสุข
             - รู้จักในพุทธปรัชญาในศาสนาที่ตนนับถือ
             - ไม่ยึดติดกับรูปแบบหรือคำตอบใดคำตอบเดียว
      ๔. ทางด้านทักษะการประกอบอาชีพ
             - มีทักษะเพียงพอที่จะประกอบอาชีพเฉพาะทาง
             - มีนิสัยในการทำงานที่ดี
             - สามารถพัฒนาสัมมาชีพจนสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้
             - สามารถพัฒนาอาชีพในท้องถิ่น

แนวทางการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
             ๑. ให้เรียนวิชาทางสังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ ช่วยให้เกิดการพัฒนาจิตใจ
             ๒. การเน้นย้ำให้ครู อาจารย์ และเพื่อนช่วยกระตุ้นความตระหนักต่อสังคม ทั้งในและนอกวิชาเรียน
             ๓. ครู อาจารย์ เป็นแบบอย่างที่ดี
             ๔. เพื่อนเป็นตัวอย่างที่ดี
             ๕. การจัดโครงการหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อพัฒนาจิตใจโดยตรง
             ๖. การสอดแทรกการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เข้าไปในเนื้อหา และกระบวนการเรียนการสอนทุกวิชา

************************

 

 

 

 

 

 

10 คุณลักษณะ ที่เป็นเครื่องหมายของมารยาทที่ดีงาม

                             คัดลอกจาก http://www.muslimnakhon.com/view1/index.php

                       มารยาทที่สวยงามนั้นเป็นพื้นฐานของชีวิตที่งดงามและเป็นสิ่งที่ศาสนาได้ส่งเสริม บุคคลใดก็ตาม ครั้นเมื่อเขาได้พินิจพิจารณาคัมภีร์อัลกุรอานเขาจะพบว่าในคัมภีร์ดังกล่าวนั้นได้สั่งใช้ให้มีความเมตตา มีความยุติธรรม มีสัจจะ สุขุมเยือกเย็น รู้จักถ่อมตน มีความไว้วางใจและมีความพอใจในสิ่งทีตนมีอยู่ ซึ่งมีหลาย ๆ โองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าอันงดงามเหล่านี้และได้สรรเสริญ ยกย่องต่อผู้ที่มีมารยาทดังกล่าว  พวกเราจะไม่พบกัมุอฺมินที่แท้จริงนอกจากว่าพวกเขาจะมีมารยาทที่ดีงามเป็นคุณลักษณะประจำตัวของพวกเขา

           ดังนั้นเมื่อเราได้พบเจอกับผู้ที่มีมารยาทดีงามเราจะเห็นว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำดีต่อผู้คนในสังคมของเขา เขาจะเป็นผู้ชี้นำผู้คนในสังคมเหล่านั้นไปสู่จุดมุ่งหมายอันสวยงามและแบบอย่างอันสูงส่ง มีผู้รู้บางท่านได้กล่าวว่า

เครื่องหมายของมารยาทอันดีงามนั้นมีอยู่ 10 คุณลักษณะ

1. ลดการขัดแย้ง
2.
มีใจเป็นกลาง ( ยุติธรรม )
3.
ละทิ้งการแสวงหาความตกต่ำ
4.
ปรับปรุงในสิ่งที่ไม่ดี
5.
ขออภัยโทษ
6.
อดทนต่อความเจ็บปวด ( กาย ใจ )
7.
กลับไปตำหนิตัวเองให้รู้จักข้อผิดพลาดของตน
8.
ไม่เสาะหาข้อผิดพลาดของผู้อื่น
9.
ใบหน้ายิ้มแย้มต่อผู้ใหญ่และผู้น้อย
10.
วาจาสุภาพต่อผู้คนทุกระดับชั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

”เท่าที่ทำแล้วก็เสร็จแล้ว “ จากหนังสือ”ชวนม่วนชื่น”เจอเรื่องนี้เลยอยากเอามาแบ่งเพื่อนผู้งานยุ่งทั้งหลาย

ฤดูมรสุมในเมืองไทยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนตุลาคม ในช่วงเวลานี้พระสงฆ์จะงดเว้นการเดินทาง วางมือจากงานทั้งหลาย และอุทิศเวลาให้กับการศึกษาและภาวนา เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า “ช่วงเข้าพรรษา”

ปักษ์ใต้เมื่อหลายปีก่อน ท่านเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านกำลังก่อสร้างศาลาหลังใหม่ในบริเวณวัดป่าของท่าน เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา ท่านก็ระงับการก่อสร้างและส่งช่างก่อสร้างกลับบ้าน เพราะนี่เป็นช่วงเวลาของความสงบในวัดของท่าน

สองสามวันต่อมา ผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่งเห็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างไว้ครึ่งๆกลางๆนี้ จึงกราบเรียนถามท่านว่าศาลาหลังนี้จะสร้างเสร็จเมื่อใด โดยไม่มีอาการลังเล ท่านเจ้าอาวาสตอบว่า “ศาลาหลังนี้สร้างเสร็จแล้ว”

“ศาลาหลังนี้สร้างเสร็จแล้วหรือขอรับ” ผู้มาเยี่ยมคนนั้นถามแล้วก้าวถอยห่างออกมา เขาคิดคำนึงในใจว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไรนะ หลังคาก็ไม่มี ประตูหน้าต่างก็ไม่มีสักบาน พื้นก็ไม่เรียบร้อยและถุงปูนยังกองไปทั่ว ท่าจะทิ้งไว้อย่างนี้หรือ ท่านเพี้ยนหรือนี่ ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่” เพื่อให้แน่ใจเขากราบเรียนถามท่านอีกครั้งว่า “ศาลาหลังนี้สร้างเสร็จแล้วหรือขอรับ”

ท่านเจ้าอาวาสผู้ชรายิ้ม และตอบอย่างอ่อนโยนว่า “เท่าที่ทำแล้วก็เสร็จแล้ว” แล้วท่านก็เดินจากไปเพื่อไปภาวนา  นี่เป็นวิธีการคิดเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถหยุดเราจากการงานทั้งปวงเพื่อภาวนากรรมฐาน มิฉะนั้นแล้วงานที่เราทำไม่มีวันเสร็จสิ้นเลย 

ให้ลองคิดดูนะในฐานะที่คอยบอกเพื่อนๆว่า งานในโลกนี้ไม่มีวันเสร็จ ขอให้งานมีวันเสร็จบ้างเถอะนะ สาธุ

เวลาที่งานเรายุ่ง เราก็ต้องการพัก แต่เวลาที่ว่างมากๆ เราก็กลับต้องการหาอะไรทำ

เวลาที่งานยุ่ง ก็อยากจะภาวนา พอว่างที่จะภาวนาก็กลับไปคิดเรื่องงานอีก

เวลาที่หลบไปนั่งสมาธิ ใจมันก็จะห่วงกังวลเรื่องงาน พอมาทำงานก็ห่วงกังวลว่าจะไม่ได้ภาวนา

โชคยังดีที่มีแค่สองสามเรื่องในโลกนี้ให้กังวลกังวลเรื่องงานเพราะว่า ไม่มีงานก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีเงิน
กังวลเรื่องภาวนาเพราะกลัวว่าจะตายเอาวันนี้พรุ่งนี้ ส่วนเรื่องอื่นตอนนี้เบาบางลงจนเกือบจะหายไปฉันว่าหลังๆที่เริ่มภาวนาได้ดี  ก็เพราะห่วงมันน้อยนิดจริงๆ แทบจะไม่มีห่วงอะไรเลย

เราท่านที่ยังปล่อยวางไม่ลง ห่วงสารพัดห่วง ลองทบทวนอีกครั้งนะ  ว่า เราควรมีความภาคภูมิใจในผลงาน     ”เท่าที่ทำแล้วก็เสร็จแล้ว “ ชีวิตเราคงเบาตัวอีกมากเชียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จริยธรรมกับสังคมสมัยนี้ 

ที่ถูกใจกว่านั้นคือ โฆษณาทำดีนะ เข้าใจว่าเป็นโฆษณาเครื่องสำอางผู้ชายที่สมัยนี้ชอบโฆษณากันแบบถ้าใช้แล้วผู้หญิงจะวิ่งเข้าใส่

อันนี้ก็เหมือนกัน แต่ดูมีจริยธรรมดี  คือ พอเห็นว่าแฟนเพื่อนทำท่าจะมาชอบก็รีบกันแฟนเพื่อนออกจากตัวเองทันที  ด้วยการทำให้เหมือนว่า นี่ชั้นแต่งงานแล้วนะ
(
แหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย) ซึ่งผู้หญิงก็เดินจากไปเลย  นานๆทีจะได้เห็นโฆษณามีศีลธรรมกับสินค้าแบบนี้
สมัยนี้ชอบมีแต่ผัวใคร เมียใครไม่สนแล้ว อยากได้ก็จะเอาให้ได้อย่างเดียว

เมื่อก่อนเคยเขียนเรื่องกิ๊กสมัยคำว่ากิ๊กมาใหม่ๆ ว่ามันผิดนะ มันคือชู้นั่นแหละห้าปีผ่านไป กิ๊กกลับแพร่หลายไปทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะเหตุว่า “คนอื่นเค้าก็ทำกัน”

สังคมสมัยนี้เป็นสังคมแห่งพวกมากลากไป มาตรฐานสังคมคือ คนส่วนมากบอกว่าถูกก็แปลว่าถูก ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ผิดศีลแม้ตัวจะตายก็ตาม ทุกคนมีข้ออ้างที่จะทำอะไรบางอย่างให้ตัวเองเสมอ
แล้วข้ออ้างนั้นก็ดูจะถูกจะควรไปหมด เพราะมันมีมาตรฐานเยอะแยะให้เอาไปเปรียบเทียบ แต่มาตรฐานอันนั้นมันบิดเบี้ยว เข้าข้างตัวเองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ***